แหล่งรวมเกมส์ชั้นนำ สล็อต คาสิโน บาคาร่า พร้อมระบบล้ำทันสมัย รวดเร็วทันใจ

Desert Flame ข้อมูล ไม้คลุมดินทนแล้ง ออกดอกสวย

Desert Flame ข้อมูล

Desert Flame ข้อมูล ไม้คลุมดิน ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ในหมู่คนรักสวน ด้วยความสามารถในการ ทนแล้ง ดูแลง่าย และออกดอกได้เกือบตลอดปี พืชชนิดนี้ มีถิ่นกำเนิดในออสเตรเลีย และถูกพัฒนาสายพันธุ์ ให้แข็งแรงยิ่งขึ้น พร้อมทั้งให้สีสัน ที่สดใสในทุกฤดูกาล

แนะนำข้อมูล เดสเซิร์ท เฟลม

ชื่อ: เดสเซิร์ท_เฟลม

ชื่อภาษาอังกฤษ: Desert Flame Everlasting Daisy

ชื่อวิทยาศาสตร์: Chrysocephalum apiculatum ‘Desert Flame’

ชื่ออื่นๆ: Everlasting Daisy, Yellow Buttons

วงศ์: Asteraceae

ถิ่นกำเนิด: ออสเตรเลีย (พบได้ในหลายภูมิภาคทั่วประเทศ)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ Desert_Flame

  • ลำต้นและการเจริญเติบโต: เป็นไม้คลุมดิน ที่เขียวชอุ่มตลอดปี ลำต้นแผ่ราบไปกับพื้น แต่ปลายยอด ตั้งขึ้นสูงประมาณ 15 ซม.
  • ใบและสีของใบ: ใบ ‘รูปหอก’ ถึง ‘รูปรี’ สีเทา-เงิน มีขนนุ่มปกคลุม ช่วยสะท้อนแสงแดด และลดการคายน้ำ
  • ดอกและลักษณะของดอก: ดอกสีเหลืองทองขนาดเล็ก คล้ายปุ่มกระดุม ออกดอกตลอดปี ในเขตอบอุ่น และช่วงฤดูใบไม้ผลิ ถึงฤดูร้อน ในเขตแห้งแล้ง
  • รากและระบบราก: มีระบบรากฝอย ช่วยดูดซับน้ำ และ ธาตุอาหารได้ดี แต่ไวต่อสภาพดิน ที่ระบายน้ำไม่ดี อาจเกิดรากเน่าได้
  • ขนาดและการแผ่ขยาย: แผ่ขยายได้ประมาณ 5 เมตร เหมาะสำหรับปลูกเป็นแนวขอบสวน หรือปลูกให้ไหลลงมา ตามกำแพง และกระถาง
  • วงจรชีวิตและการเติบโต: เป็นพืชอายุหลายปี (3-5 ปี) ออกดอกภายใน 2-3 เดือนหลังปลูก และเติบโตได้ดี ในสภาพอากาศแห้งแล้ง

ที่มา: Chrysocephalum apiculatum – Growing Native Plants​ [1]

รู้จัก เดสเซิร์ท เฟลม ไม้คลุมดินสุดแกร่งจากออสเตรเลีย

เดสเซิร์ทเฟลม โดดเด่นด้วย ‘ใบสีเทาเงิน’ ที่สะท้อนแสงแดด และ ลดการคายน้ำ ดอกสีเหลืองทองสดใส ออกเป็นกระจุกเล็กๆ เพิ่มเสน่ห์ให้สวน สามารถเติบโตแบบแผ่คลุมดิน ปลูกได้ทั้งในแปลง และกระถาง

หากคุณกำลังมองหาพืชคลุมดิน ที่มีคุณสมบัติคล้ายกัน Golden Oxalis ข้อมูล ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือก ที่น่าสนใจ ด้วยลักษณะใบสีทองสดใส ที่ช่วยเพิ่มความโดดเด่นให้สวน และการดูแลง่าย เช่นเดียวกัน

7 ประโยชน์ของ ‘Desert Flame’ ที่คุณอาจไม่เคยรู้

  • ให้สีสันสวยงามตลอดปี: ใบสีเทาเงิน และดอกเหลืองทอง ช่วยให้สวนดูสดใสทุกฤดูกาล
  • ช่วยคลุมดิน ลดวัชพืช: แผ่กระจายปกคลุมหน้าดิน ลดการเติบโตของวัชพืช
  • ทนแล้งและดูแลง่าย: ต้องการน้ำน้อย ฟื้นตัวเร็ว แม้ในสภาพอากาศแห้งแล้ง
  • ดึงดูดผึ้งและผีเสื้อ: เป็นแหล่งอาหาร ของแมลงผสมเกสร ช่วยเสริมระบบนิเวศ
  • ปลูกได้ทั้งในแปลงและกระถาง: ใช้คลุมดิน หรือปลูกประดับ ในกระถาง ได้ตามต้องการ
  • ฟื้นตัวเร็วจากสภาพอากาศรุนแรง: ทนร้อน ทนฝน และปรับตัวได้ดี
  • เหมาะกับสวนเมดิเตอร์เรเนียน: ปลูกคู่กับพืชทนแล้ง เช่น ลาเวนเดอร์ และกระบองเพชร ได้ดี

ความหมายของ เดสเซิร์ทเฟลม สื่อถึงอะไร?

ต้นนี้ สื่อถึง พลังงาน ความเข้มแข็ง และความหวัง ด้วยดอกสีเหลืองทองที่สดใส และความสามารถในการฟื้นตัว ในสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย

พืชชนิดนี้ ยังเป็นของขวัญแทนกำลังใจ เหมาะกับโอกาสพิเศษ เช่น ‘การเริ่มต้นใหม่’ หรือ ‘แสดงถึงมิตรภาพ’ ที่มั่นคงและยั่งยืน [2]

คู่มือการปลูก เดสเซิร์ท เฟลม ให้สวยงามตลอดปี

วิธีการดูแลให้พืชเติบโตแข็งแรง และให้ดอกสวยงาม อย่างต่อเนื่อง

  • แสงแดด: ต้องการแสงแดดเต็มวัน อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อกระตุ้นการออกดอก และรักษาสีสันของ ใบ และ ดอก ให้สดใส
  • ดิน: ควรใช้ดินร่วนปนทราย หรือดินที่ระบายน้ำได้ดี สามารถปรับปรุงดิน ด้วยอินทรียวัตถุ เพื่อเพิ่มสารอาหาร
  • น้ำ: รดน้ำลึกหลังปลูก เพื่อช่วยให้รากตั้งตัว จากนั้นลดความถี่ และปล่อยให้ดินแห้ง ระหว่างรดน้ำ เพราะพืชชนิดนี้ ทนแล้งได้ดี
  • ปุ๋ย: ใช้ปุ๋ยสูตรสมดุล (NPK) ทุก 4-6 สัปดาห์ในช่วงฤดูเติบโต เพื่อกระตุ้นการออกดอก และเสริมความแข็งแรงของต้น

ที่มา: Chrysocephalum ‘Desert Flame’ [3] 

สรุป Desert_Flame ข้อมูล ไม้คลุมดินที่ต้องมีในสวน

Desert Flame ข้อมูล

สรุป Desert_Flame ข้อมูล ไม้คลุมดิน ที่ไม่เพียงแต่ ทนแล้ง และ ดูแลง่าย แต่ยังมีความสวยงามที่โดดเด่นตลอดปี ด้วยใบสีเทาเงิน ที่ช่วยลดการคายน้ำ และดอกสีเหลืองทองสดใส ที่ดึงดูดผึ้งและผีเสื้อ พืชชนิดนี้ เหมาะสำหรับปลูก ‘ในแปลง’ หรือ ‘กระถาง’ ช่วยเพิ่มสีสันให้สวน และยังช่วยคลุมดิน ป้องกันวัชพืชได้ดี

เดสเซิร์ท เฟลม เหมาะกับการปลูกในร่มหรือไม่?

พืชชนิดนี้ต้องการแสงแดดเต็มวันอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง หากปลูกในร่มหรือพื้นที่ที่ได้รับแสงไม่เพียงพอ พืชอาจยืดยาว ใบซีด และออกดอกน้อยลง จึงแนะนำให้ปลูกในพื้นที่กลางแจ้งหรือบริเวณที่ได้รับแสงแดดมาก

สามารถปลูก เดสเซิร์ท เฟลม ในดินเหนียวได้หรือไม่?

ไม่แนะนำ เนื่องจากมันต้องการดินที่ระบายน้ำดี เช่น ดินร่วนปนทราย หากต้องปลูกในดินเหนียว ควรปรับปรุงดินโดยผสมทรายหรืออินทรียวัตถุ เพื่อช่วยเพิ่มการระบายน้ำและลดความเสี่ยงของโรครากเน่า

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง